ขับรถลุยน้ำต้องขับอย่างไร พร้อมวิธีรับมือถนนเปียกลื่นและอาการเหินน้ำ
สถานการณ์น้ำท่วมในบัจจุบัน อาจทำให้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เวลาฝนตกหนักจนน้ำท่วมขังหรือถนนลื่นเป็นแอ่ง หัวใจเรามักจะเต้นแรงทุกทีเพราะกลัวรถดับกลางทางหรือคุมรถไม่อยู่ บทความนี้จะชวนเพื่อนๆ มาดูวิธีขับรถลุยน้ำและรับมือกับถนนเปียกลื่นแบบเข้าใจง่าย เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมรถแพงๆ ครับ
อาการเหินน้ำคืออะไร และทำไมถึงอันตราย
อาการเหินน้ำ (Hydroplaning) คืออาการที่รถวิ่งเร็วจนร่องดอกยางรีดน้ำไม่ทัน ทำให้หน้ายางลอยขึ้นไปอยู่บนชั้นน้ำ สูญเสียการสัมผัสพื้นถนน พวงมาลัยและเบรกจะตอบสนองไม่ได้ชั่วขณะ [1] โดยรถยนต์ทั่วไปอาจเริ่มเกิดอาการนี้ได้ที่ความเร็วต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและความลึกของดอกยาง [2] ดอกยางรถยนต์จึงเปรียบเสมือนท่อระบายน้ำ หากความลึกดอกยางเหลือน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร (หรือ 4/32 นิ้ว) ความสามารถในการรีดน้ำจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว [3]
เช็กระดับน้ำก่อนลุย และวิธีขับไม่ให้รถพัง
กรมการขนส่งทางบกแนะนำว่าถ้าระดับน้ำต่ำกว่า 40 เซนติเมตร หรือไม่เกินครึ่งล้อรถ รถทุกชนิดยังขับผ่านได้ แต่ต้องใช้ความเร็วต่ำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคลื่นน้ำซัดเข้าห้องเครื่องและรบกวนระบบเบรก [6] ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้แบตเตอรี่ใต้ท้องจะกันน้ำได้ดี แต่ถ้าน้ำสูงเกินครึ่งล้อ (ประมาณ 40 เซนติเมตร) ก็ยังมีความเสี่ยงต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์และควรเลี่ยงเช่นเดียวกับรถน้ำมัน [10]
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับฉันยังไง
เรื่องนี้เกี่ยวกับการใช้รถในชีวิตประจำวันและความปลอดภัยของตัวเราเองโดยตรงครับ เมื่อขับรถบนถนนเปียก ระยะเบรกจะยาวขึ้นกว่าถนนแห้งถึง 2 เท่า เราจึงควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าเพิ่มเป็น 4 ถึง 5 วินาที [11] นอกจากนี้ หลุมบ่อหรือฝาท่อที่จมอยู่ใต้น้ำอาจทำให้แก้มยางฉีกขาดหรือบวมได้ [12] รวมทั้งโคลนที่ติดอยู่ในกระทะล้ออาจทำให้พวงมาลัยสั่นเมื่อขับทางแห้ง [13] หลังน้ำลดจึงควรตรวจเช็กรอบคันเพื่อหา 'รอยบวม' ที่แก้มยาง ป้องกันยางระเบิดที่อาจทำให้เราต้องเสียเงินเปลี่ยนยางใหม่ก่อนเวลาอันควร [14]
สรุป
การขับรถหน้าฝนหรือลุยน้ำขังไม่ใช่เรื่องไกลตัว การหมั่นตรวจเช็กสภาพยาง ความลึกดอกยาง และแรงดันลมยางให้พร้อมเสมอ จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าจากค่าซ่อมรถที่ไม่จำเป็นครับ
แวะมาตรวจสอบขนาดยางและดูแลความปลอดภัยให้รถของคุณบนแพลตฟอร์ม TireKub ได้เลยครับ